การพิจารณาคำที่ใช้เป็นชื่อการค้า หรือ  ชื่อเครื่องสำอาง

ชื่อการค้าหรือชื่อเครื่องสำอางอาจประกอบด้วยคำที่เป็นชื่อเฉพาะหรือคำที่สื่อถึงสารเคมี / สรรพคุณ /รูปแบบ / ประเภทของผลิตภัณฑ์ มีแนวทางการพิจารณารับแจ้งในส่วนของชื่อการค้าและชื่อของเครื่องสำอาง ดังนี้

1. ข้อความที่ใช้เป็นชื่อการค้าและชื่อเครื่องสำอาง ที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษต้องมีความหมายสอดคล้องตรงกัน หรือใช้ทับศัพท์

2. ต้องไม่ใช้ข้อความไปในทำนองโอ้อวด ไม่สุภาพ

3. ต้องไม่ใช้ข้อความ / คำศัพท์ / ตัวย่อ / คำพ้องรูป / คำพ้องเสียง / ตัวอักษร / ตัวเลข / การออกเสียง ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง หรือสื่อความหมาย/แสดงสรรพคุณเกินขอบข่ายเครื่องสำอาง หรือไปในทางยา เช่น STEM CELL

4. ต้องไม่ใช้ข้อความ ที่ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือสื่อถึงการใช้ทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งมิใช่เครื่องสำอาง

5. ต้องไม่ใช้ข้อความ ที่ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยา หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่เครื่องสำอาง เช่น DECOLGEN / CANESTEN (ชื่อผลิตภัณฑ์ยา)

6. ข้อความที่ใช้เป็นชื่อการค้าและชื่อเครื่องสำอาง จะต้องสามารถชี้แจงและสื่อความหมายไปในทางของเครื่องสำอางได้อย่างสมเหตุสมผล

7.การจดทะเบียนชื่อการค้า ที่ใช้ข้อความ / คำศัพท์ / ตัวย่อ / คำพ้องรูป / คำพ้องเสียง / ตัวอักษร / ตัวเลข / การออกเสียงที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง หรือสื่อความหมาย/แสดงสรรพคุณเกินขอบข่ายเครื่องสำอาง หรือไปในทางยา จะนำมาเป็นเหตุให้ยกเว้นการปฎิบัติตามหลักเกณฑ์ฉบับนี้ไม่ได้

8.ต้องไม่ใช้ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะกระทำโดยใช้หรืออ้างอิงรายงานทางวิชาการ สถิติ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่เป็นความจริงหรือเกินความจริงหรือไม่ก็ตาม

ทั้งนี้ชื่อการค้าและชื่อเครื่องสำอางที่สื่อวัตถุประสงค์นอกเหนือจากแนวทางข้างต้น หรือมีเจตนาแอบแฝงที่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ หรือเกินความเป็นเครื่องสำอาง ย่อมเข้าข่ายห้ามใช้เช่นเดียวกัน

อนึ่งการใช้ภาษาเทคนิค หรือวิชาการ เช่น ศัทพ์ทางการแพทย์ ทางเภสัชกรรม ซึ่งสามารถสื่อความหมายตามวิชาชีพนั้น รวมทั้งการใช้คำควบรวม หรือการเชื่อมคำให้ติดกัน ที่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ หรือเกินความเป็นเครื่องสำอาง ย่อมเข้าข่ายห้ามใช้เช่นเดียวกัน

 

การการตั้งชื่อแบรนด์ให้กับสินค้าใหม่ บางทีก็ดูเหมือนเป็นเรื่องที่แสนยุ่งยาก  ชื่อดีๆ จะเริ่มคิดมาจากไหน จับต้นชนปลายไม่ถูก
วันนี้ เลยขอนำเสนอแนวทางให้การคิดและตั้งชื่อสินค้าเบื้องต้นว่า มันจะเป็นไปในทางไหนได้บ้าง
1.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อเจ้าของ
การตั้งชื่อแบบนี้เป็นที่นิยมมายาวนาน แทบจะเรียกว่าเป็นวิธีการคลาสิก โดยอาจจะเป็นชื่อเจ้าของ ชื่อลูก ชื่อตระกูล ก็ได้ เช่น
ร้านขายผ้าไหม Jim Thompson, ร้านไอศกริม Swenesen’s , แหนมป้าย่น , ก๋วยเตี๋ยวไก่แม่ศรีเรือน เป็นต้น
ข้อพึงระวังของชื่อแนวนี้ คือถ้าชื่อของคุณเป็นชื่อทั่วๆไปที่อาจซ้ำกับผู้อื่นได้ง่าย

2.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อทำเลที่ตั้ง ที่ผลิต หรือแหล่งที่มีชื่อเสียงของสินค้าประเภทนั้นๆ เช่น
โรงพยาบาลกรุงเทพ,  สถาบันสอนภาษา Wall Street, The Bangkok Condominium  เป็นต้น
ข้อพึงระวังของการตั้งชื่อแนวนี้ คือถ้าสินค้าหรือบริการของเราขยายไปในทำเล พื้นที่อื่นๆ คนอาจจะงงได้
เช่น โรงพยาบาลกรุงเทพ แต่ตั้งอยู่ที่พัทยา หรือ คอนโดมิเนียม The River แต่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่ไม่มีแม่น้ำผ่านเลย เป็นต้น

3.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามคุณลักษณะภายนอกของสินค้า

เช่น ถั่ว Green Nut, น้ำดื่ม Crystal, ร้านเฟอร์นิเจอร์ Modern Form, ขนมอบกรอบ ปูไทย

4.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามคุณประโยชน์ หรือ การลักษณะการใช้งานของสินค้า เช่น
เครื่องดื่มแก้อาการเมาค้าง ตรา แฮ้งค์ ,  ครีมเทียม ตรา Coffeemate , น้ำยาทำความสะอาดพื้น Magic Clean, อาหารเสริมลดน้ำหนัก SlimFast เป็นต้น

5.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามแนวคิดในการผลิตและพัฒนาสินค้าเช่น
•    เดอะลิงค์ คอนโดมิเนียม ซึ่งตั้งอยู่ในแนวรถไฟฟ้า สามารถเชื่อมต่อไปได้ทุกที่
•    บ้านเดอะคอนเนค ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างชานเมืองและใจกลางเมือง สมารถเชื่อมต่อไปได้ทุกที่
•    พรานทะเล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง
•    Quick Cash เป็นบริการให้กู้เงินด่วน

6.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อสามัญของสินค้า เช่น
บ้าน Land & Houses, นิตยสาร บ้านและสวน, The Pizza Company, The Address Condominium, ยาสระผม Head & Shoulder เป็นต้น

วิธีการแบบนี้ ก็เป็นที่นิยมมากสินค้าปะเภท OTOP เช่น วุ้นมะพร้าว, สับปะรดกวน, น้ำพริกตาแดง เป็นต้น การใช้ชื่อสามัญมาเป็นชื่อแบรนด์
มีข้อดีคือ สื่อได้ทันทีว่าแบรนด์เราเป็นสินค้าอะไร
แต่ข้อเสียก็คือ ต้องลงทุนในการสร้างแบรนด์ให้คนรู้จัก ไม่เช่นนั้น ผู้บริโภคอาจจะคิดว่าเป็นสินค้าที่ไม่มียี่ห้อก็ได้

7.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อที่เพี้ยนมาจากชื่อสามัญของสินค้า
โดยมากจะเป็นสินค้าเกี่ยวกัยอาหารและยา เพราะข้อกำหนดของ อ.ย. ทำให้เขาไม่สามารถอวดอ้างหรือบอกสรรพคุณของสินค้าได้
ดังนั้นจึงต้องมีการพยายามที่จะเชื่อมโยงกับคำสามัญที่บอกคุณสมบัติหรือประโยชน์ของสินค้า เพื่อสื่อว่าสินค้ายี่ห้อนี้ดีอย่างไร
ตัวอย่างเช่น
•    Calcimex Beautiva คือ นมที่มีทั้งแคลเซียมสูง แถมกินแล้วยังสวยอีกด้วย
•    Wakie คือเครื่องดื่มแก้เมาค้าง ที่พยายามสื่อว่า ดื่มแล้วจะ ตื่น wake up

8.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อสามัญของสินค้าที่เป็นภาษาต่างชาติ เช่น
•    ร้านอาหารเวียดนาม PHO ซึ่ง เฝอแปลว่า ก๋วยเตี๋ยวในภาษาเวียดนาม
•    ชาเขียว Oishi ซึ่ง โออิชิ แปลว่า อร่อยในภาษาญี่ปุ่น

9.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามลักษณะอาการที่อยากให้เกิดขึ้นภายหลังการใช้สินค้า
•    น้ำยาปรับผ้านุ่ม Comfort เหมือนว่าใช้แล้ว ผ้าจะนุ่มใส่สบาย
•    สบู่อาบน้ำ Be Nice เหมือนว่าใช้แล้วจะน่ารัก น่าเอ็นดู

10.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามส่วนผสม หรือวิธีการผลิตของสินค้า เช่น
•    โยเกิร์ตโฟโมสต์ โอเม็ก 3 ซึ่งมีส่วนผสมของ โอเมก้า 3
•    เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ Collagen E ซึ่งมีส่วนผสมของ คอลลาเจน
•    ยาสีฟัน Salz ซึ่งงมีส่วนผสมเป็นเกลือ
•    ร้านกาแฟ 94 Coffee ซึ่งผลิตกาแฟให้อร่อยด้วยวิธีการต้มกาแฟที่อุณหภูมิ 94 องศา
ข้อพึงระวังของการตั้งชื่อแนวนี้ คือการสร้างความเข้าใขผิดให้แก่ผู้บริโภค เพราะบางทีชื่อส่วนผสมที่นำมาตั้ง อาจจะไม่ได้เป็นส่วนผสมหลักของสินค้าก็ได้

11.    การตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อแบรนด์แม่ของสินค้า กรณีเป็นการแตกตัวเพิ่มเติมจากแบรนด์เดิมที่มีอยู่แล้ว
ซึ่งวิธีการนี้ ก็เป็นการขยายไลน์สินค้าโดยทั่วไปของแบรนด์ใหญ่ เช่น
•    โอวัลติน, โอวัลตินไวท์มอลต์, โอวัลติน สวิส
•    แบรนด์ซุปไก่สกัด, แบรนด์รังนก
•    เนสกาแฟ, เนสกาแฟ โกลด์, เนสกาแฟโพเท็กส์
ข้อพึงระวังของแนวทางนี้ คือ พลังของแบรนด์แม่จะครอบคลุมไปถึงแบรนด์ใหม่ๆที่ออกมาจนอาจกลืนความใหม่ของสินค้าไปได้
ถ้าสร้างแบรนด์ไม่ชัดเจน ผู้บริโภคก็อาจเข้าใจว่ามันคือสินค้าเดียวกันหมด

12.    การตั้งชื่อแบรนด์เป็นชื่อย่อ อาจเป็นชื่อย่อของชื่อบริษัท หรือชื่อแบรนด์ภาษาไทยหรือชื่อย่อที่มาจากวิธีการใดวิธีการหนึ่งของ 11 แนวทางที่เสนอไปเบื้องต้น เช่น
•    โรงภาพยนตร์ SF มาจาก Sahamongkol Film (สหมงคลฟิล์ม)
•    ร้านอาหาร S&P มาจากชื่อและนามสกุลของเจ้าของ คือ ภัทรา ศิลาอ่อน โดยเลือกใช้ชื่อสกุลขึ้นก่อน
•    เครื่องใช้ไฟฟ้า LG ก็ย่อมาจากชื่อเดิมคือ Lucky Gold star

13.     การตั้งชื่อแบรนด์เป็นชื่อที่ผสมของแนวทางต่างๆ ที่นำเสนอมาข้างต้น เช่น
Siam Paragon มาจากชื่อทำเล คือสยามสแควร์ หรือ ประเทศไทย และ Paragon ซึ่งเป็นจุดยืนของแบรนด์คือ ความเป็นเลิศ เป็นต้นแบบของห้างที่ดีที่สุด

คราวนี้ขอแวะไปเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อ ที่ว่าตัวอักษรที่นำมาตั้งเป็นชื่อชื่อตัวแรกจะต้องมีความหมายที่เป็นมงคลก่อน เช่น

ตัวอักษร  a  หมายถึงความเป็นหนึ่ง  การเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว
ตัวอักษร b  หมายถึงการเกิดใหม่ ข่าวดี
ตัวอักษร  d  หมายถึงความสุข ความเจริญรุ่งเรือง
ตัวอักษร e  หมายถึงการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนไปในทางที่ดี
ตัวอักษร f  หมายถึงความมั่งคั่ง ความร่ำรวย
ตัวอักษร  k  หมายถึงความการได้รับ การถ่ายทอดเกี่ยวกับความรู้
ตัวอักษร  l  หมายถึงความรัก  ความรักที่ซ่อนไว้
ตัวอักษร m  หมายถึงความรอบคอบ รัดกุม
ตัวอักษร  s  หมายถึงความแข็งแกร่ง ความสำคัญ ความรัก ความปลอดภัย
ตัวอักษร  t  หมายถึงความสามัคคี Teamwork การร่วมมือร่วมใจกัน
ตัวอักษร  u  หมายถึงพลัง อำนาจ
ตัวอักษร  w  หมายถึงความรัก รักแท้ ข่าวดี ความสุขครอบครัวดี
ตัวอักษร z  หมายถึงการบำบัดรักษา การปกป้อง
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นในการหาหลักยึดเกาะว่า ชื่อแบรนด์เรานั้นจะเป็นชื่ออะไรได้บ้าง
แต่การตั้งชื่อแบรนด์ก็อาจจะเป็นแนวทางอื่นๆอีกก็ได้ แล้วแต่จินตนาการ เหตุผล ที่มาและข้อจำกัดของเรา
สอบถามเพิ่มเติม   โทร  098-418-4651  LINE ID :  @siamsoap

ใส่ความเห็น